การทำบัญชี

Details

การทำบัญชี

  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
  น้าที่และความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

  ผู้ทำบัญชี
  คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี 
  เงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี 
  หน้าที่ของผู้ทำบัญชี

  มาตรฐานการบัญชี
  จัดทำบัญชี
  เอกสารที่ใช้ประกอบการลงบัญชี

  การจัดทำงบการเงิน     
  การนำส่งงบการเงิน
  การเก็บรักษาบัญชี 
  การขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชี 
  การแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชี
ี  สูญหายหรือเสียหาย

  การสอบบัญชี
  มาตรฐานการสอบบัญชีที่ประกาศใช้
  มารยาทของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีคือใคร

          ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี คือ ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ประกอบด้วย

 

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
ผู้รับผิดชอบ

1. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

2. บริษัทจำกัด

3. บริษัทมหาชนจำกัด

4.นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

5. กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร

6. สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำ ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้ 
     1. มีสถานที่ประกอบกิจการเป็นประจำ
     2. มีพนักงานประจำ
     3. มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการที่ก่อให้เกิดรายได้

7. บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต
ผู้จำหน่าย ผู้มีไว้เพื่อจำหน่ายผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
ประเภทแถบเสียงเพลง แถบวีดิทัศน์ และแผ่นซีดี

- หุ้นส่วนผู้จัดการ

- กรรมการ

- กรรมการ

-บุคคลที่รับผิดชอบการดำเนินการในประเทศไทย


- บุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินการของกิจการ

- ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจ

 

  

- เจ้าของหรือผู้จัดการ

 

 

 

หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

     1. จัดให้มีผู้ทำบัญชี ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมทะเบียนการค้ากำหนด
     2. ควบคุมดูแล ผู้ทำบัญชี ให้จัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมายและตรงต่อความเป็นจริง
     3. จัดให้มีการทำบัญชีนับตั้งแต่วันเริ่มทำบัญชี โดยต้องจัดทำให้ครบถ้วนถูกต้อง ตามที่กำหนด
ในประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการ ในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
     4. จัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชี ซึ่งได้แก่ บันทึก หนังสือหรือเอกสารใด ๆ ที่ใช้เป็น หลักฐานในการลงรายการในบัญชี
     5. ต้องส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชี ให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้นตรงตามความเป็นจริง และตามมาตรฐานการบัญชี
     6. ต้องปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน เว้นแต่
          6.1 รอบปีบัญชีแรกอาจปิดบัญชีไม่ครบ 12 เดือน ก็ได้
          6.2 รอบปีบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือ สารวัตรบัญชีให้เปลี่ยนรอบปี บัญชี จะไม่ครบ 12 เดือน ก็ได้
     7. ต้องจัดทำงบการเงิน โดยมีรายการย่อตามที่อธิบดีกรมทะเบียนการค้าประกาศกำหนด
     8. ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เว้นแต่ งบการเงินของ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนไม่เกินห้าล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกินสามสิบล้านบาท และรายได้รวมไม่เกินสามสิบล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ให้ใช้บังคับสำหรับการจัด
ทำงบการเงิน ซึ่งมีรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดลง ในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไป
     9. ต้องยื่นงบการเงินต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายในระยะเวลา
ที่กำหนด ดังนี้
          9.1 ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชีสำหรับนิติบุคคลหรือธุรกิจประเภท
----------------(1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
----------------(2) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
----------------(3) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร
------------9.2 ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินของนิติบุคคลต่อไปนี้ได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่
----------------(1) บริษัทจำกัด
----------------(2) บริษัทมหาชนจำกัด
------10. ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ 
------11. กรณีนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากรบุคคลธรรมดาซึ่งมีหน้า ที่ต้องจัดทำบัญชีเมื่อเลิกประกอบธุรกิจ ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี
ภายใน 90 วัน นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ

ผู้ทำบัญชี และหน้าที่และความรับผิดชอบ

---------ผู้ทำบัญชี คือ ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้า 
ที่จัดทำบัญชีหรือไม่ก็ตาม

ผู้ทำบัญชีได้แก่บุคคลต่อไปนี้
---------1. กรณีเป็นพนักงานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้แก่
------------- ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี
------------- สมุห์บัญชี
------------- หัวหน้าแผนกบัญชี
------------- ผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าว
---------2. กรณีเป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชี คือ
------------- หัวหน้าสำนักงานกรณีที่เป็นสำนักงานที่มิได้จัดตั้งในรูปคณะบุคคล
------------- ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีเป็นสำนักงานที่จัดตั้งในรูป คณะบุคคล
------------- กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีที่เป็นสำนักงาน ที่จัดตั้งในรูปนิติบุคคล
---------3. บุคคลธรรมดา ที่ประกอบวิชาชีพรับจ้างทำบัญชีอิสระ กรณีเป็นผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ
---------4. ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี กรณีที่ "ผู้ทำบัญชี" รับทำบัญชีเกินกว่า 100 ราย 
---------5. บุคคลอื่นนอกจากที่ระบุตาม 1.1-1.4 ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี 
---------1. มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
--------2. มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีได้
--------3. ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายบัญชี กฎหมายผู้สอบบัญชี เว้นแต่พ้นโทษ
มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
--------4. มีคุณวุฒิการศึกษาตามขนาดธุรกิจในแต่ละกลุ่ม ดังนี้
------------(1) กลุ่ม 1 ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ณ วันปิดบัญชี ในรอบปีที่ผ่านมา มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่า
อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี หรือเทียบเท่า ทั้งนี้ กรณีที่ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้ รวมของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผู้ทำบัญชีไม่มีคุณสมบัติ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถเป็น
ผู้ทำบัญชีของกิจการนั้นต่อไปได้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันสิ้นรอบปีบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลง

------------(2) กลุ่ม 2 ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวม 
รายการใดรายการหนึ่ง เกินกว่าที่กำหนดในกลุ่ม 1 บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้า ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร
เงินทุน/หลักทรัพย์ เครดิตฟองซิเอร์ ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย และผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามกฎหมายว่าด้วย 
การส่งเสริมการลงทุน ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่า

เงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี
---------ผู้ทำบัญชีจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
---------1. แจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี พร้อมด้วยหลักฐานตามที่กำหนดต่ออธิบดี ตามแบบ ส.บช. 5 และ ส.บช.5-1
ภายใน 60 วัน นับจาก
------------(1) วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ (10 สิงหาคม 2544) กรณีทำบัญชีอยู่แล้ว
------------(2) วันเริ่มทำบัญชี
------------(3) วันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผู้ทำบัญชี
---------2. เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุก ๆ รอบสามปี
---------3. ต้องรับทำบัญชีไม่เกินปีละ 100 ราย หากเกินจะต้องมีผู้ช่วยที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับ ผู้ทำบัญชีอย่างน้อย 1 คน 
ในทุก ๆ 100 ราย ที่เกิน 100 รายแรก เศษของ 100 ถ้าเกินกว่า 50 ให้นับ เป็น 100

หน้าที่ของผู้ทำบัญชี

---------1. จัดทำบัญชีเพื่อให้แสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของ "ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี" 
ที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง และตามมาตรฐานการบัญชีโดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน
---------2. ลงรายการบัญชีเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับหรือลงรายการเป็นรหัสบัญชี ให้มีคู่มือคำแปรรหัสบัญชีที่เป็นภาษาไทยไว้
---------3. เขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ หรือตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน

มาตรฐานการบัญชี

      มาตรฐานการบัญชี หมายความถึง หลักการบัญชีและวิธีปฏิบัติทางการบัญชีที่รับรองทั่วไป หรือมาตรฐาน การบัญชีที่กำหนด
ตามกฎหมาย ในปัจจุบัน คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี (ก.บช.)ได้มีมติให้ประกาศ ใช้มาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาต แห่งประเทศไทย จำนวน 33 ฉบับ 
ซึ่งประกอบด้วยแม่บทการบัญชี 1 ฉบับ มาตรฐานการบัญชี 28 ฉบับ และการตีความมาตรฐานการบัญชี 4 ฉบับ เป็นไปตาม
ประกาศ ก.บช. ฉบับที่ 42 (พ.ศ. 2543) ดังนี้

ลำดับที่
ฉบับที่
มาตรฐานการบัญชีเรื่อง

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

-

7

8

11

14

21

24

25

26

27

29

30

31

32

33

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

48

แม่บทการบัญชี

การบัญชีเกี่ยวกับการเช่าซื้อ-ทางด้านผู้ให้เช่าซื้อ

การบัญชีสำหรับงานก่อสร้างตามสัญญา

หนี้สงสัยจะสูญและหนี้สูญ

การบัญชีสำหรับการวิจัยและพัฒนา

เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้าและเหตุการณ์ภายหลังวันที่ในงบการเงิน

การเสนอข้อมูลทางการเงินจำแนกตามส่วนงาน

งบกระแสเงินสด

การรับรู้รายได้สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของธนาคารและสถาบันการเงินที่คล้ายคลึงกัน

การบัญชีสำหรับสัญญาเช่าระยะยาว

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

สินค้าคงเหลือ

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ต้นทุนการกู้ยืม

การนำเสนองบการเงิน

การด้อยค่าของสินทรัพย์

การรับรู้รายได้

กำไรต่อหุ้น

กำไรหรือขาดทุนสุทธิสำหรับงวด ข้อผิดพลาดที่สำคัญ และการเปลี่ยนแปลงทางบัญชี

การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน

งบการเงินระหว่างกาล

การบัญชีสำหรับกิจการที่ดำเนินธุรกิจเฉพาะด้านการลงทุน

การรวมธุรกิจ

งบการเงินรวมและการบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทย่อย

การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วม

รายงานทางการเงินเกี่ยวกับส่วนได้เสียในการร่วมค้า

การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้อง

การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูล สำหรับเครื่องมือทางการเงิน

----------------การตีความตามมาตรฐานการบัญชีที่ประกาศใช้ในปัจจุบัน

ลำดับที่
เรื่อง

1.

2.

3.

4.

สินทรัพย์ที่ลูกหนี้โอนให้เพื่อชำระหนี้

งบการเงินรวม - บริษัทย่อยที่เป็นกิจการเฉพาะกิจ

เครื่องมือทางการเงินแบบผสมที่ออกโดยสถาบันการเงิน

การด้อยค่าของสินทรัพย์ - รายจ่ายที่กิจการในขั้นพัฒนาและกิจการที่พัฒนาแล้วบันทึกไว้เป็นสินทรัพย์

----------ขณะนี้มีประกาศ ก.บช. ฉบับที่ 45 (พ.ศ. 2545) เรื่อง มาตรฐานการบัญชีที่ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจ 
ที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 มี 7 ฉบับ ดังนี้
------------ฉบับที่ 24 การเสนอข้อมูลทางการเงินจำแนกตามส่วนงาน
------------ฉบับที่ 25 งบกระแสเงินสด
------------ฉบับที่ 36 การด้อยค่าของสินทรัพย์
------------ฉบับที่ 44 งบการเงินรวมและการบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทย่อย
------------ฉบับที่ 45 การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วม
------------ฉบับที่ 47 การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน
------------ฉบับที่ 48 การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลสำหรับเครื่องมือทางการเงิน

 

บัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี

การจัดทำบัญชี

----------เมื่อเริ่มต้นประกอบธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องพิจารณาไปพร้อม ๆ กับการวางแผนการดำเนินธุรกิจ คือ การเตรียมการในเรื่องการจัดทำบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การลงบัญชี เพื่อจะได้จัดทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย
----------1. กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเป็นบุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียน จะต้องพิจารณาว่าประกอบธุรกิจอะไร 
หากประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้มีไว้เพื่อจำหน่าย ผู้นำ เข้ามาในราชอาณาจักร หรือผู้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร 
ซึ่งสินค้าประเภทแถบเสียบเพลง แถบวีดิทัศน์ และแผ่นซีดี มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีสินค้า นับแต่วันเริ่มต้นประกอบธุรกิจ เป็นต้นไป 
แต่หากประกอบ ธุรกิจประเภทอื่น ๆ ขณะนี้ยังไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 
จนกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะออกประกาศกำหนดเพิ่มเติมว่าการประกอบธุรกิจประเภทใด มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี
----------2. กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย 
นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจใน ประเทศไทยและกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ีหน้าที่ต้องจัดทำ บัญชีดังต่อไปนี้ให้ครบถ้วน ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี
-------------(1) บัญชีรายวัน
-----------------(ก) บัญชีเงินสด
-----------------(ข) บัญชีธนาคาร แยกเป็นแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร
-----------------(ค) บัญชีรายวันซื้อ
-----------------(ง) บัญชีรายวันขาย
-----------------(จ) บัญชีรายวันทั่วไป
-------------(2) บัญชีแยกประเภท
-----------------(ก) บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สินและทุน
-----------------(ข) บัญชีแยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่าย
-----------------(ค) บัญชีแยกประเภทลูกหนี้
-----------------(ง) บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้
-------------(3) บัญชีสินค้า
-------------(4) บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภทอื่น และบัญชีแยกประเภทย่อยตามความจำเป็น
แก่การทำบัญชีของธุรกิจ
----------ทั้งนี้ ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำดังกล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากที่ได้กำหนดไว้ตามกฎหมาย บัญชีเดิม
หรือประกาศคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 285 ยกเว้นแต่ในเรื่องของการกำหนดให้จัดทำ"บัญชีธนาคาร แยกเป็นแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร" 
ซึ่งเป็นการกำหนดขึ้นใหม่ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากมีการเปิดบัญชีธนาคารในนามของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี 
เช่น บริษัท ก, ห้างหุ้นส่วน จำกัด ข ธุรกิจก็ต้องจัดทำบัญชีธนาคาร โดยแยกเป็นแต่ละเลขบัญชีธนาคารที่เปิดบัญชีไว้ให้ครบถ้วน
ถูกต้องด้วย จะบันทึกบัญชีธนาคาร โดยนำทุกบัญชีธนาคารที่เปิดใช้มาลงรวมกันเป็นบัญชีเดียวไม่ได้

เอกสารที่ใช้ประกอบการลงบัญชี

----------ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีหน้าที่ส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ให้ผู้ทำบัญชี ให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้น แสดงผลตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี ทั้งนี้
เอกสารประกอบการลงบัญชี แยกได้เป็น 3 ประเภท คือ
----------1. เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่จัดทำขึ้น โดยบุคคลภายนอก
----------2. เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่จัดทำขึ้น โดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพื่อออก
ให้แก่บุคคลภายนอก
----------3. เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่จัดทำขึ้น โดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพื่อใช้ใน
กิจการของตนเอง
----------เอกสารประกอบการลงบัญชีทุกประเภท จะต้องมีรายการตามที่กำหนดในหมวด 4 แห่งประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำฯ พ.ศ. 2544 ซึ่งรายการที่กำหนดจะมีลักษณะคล้ายกับรายการที่กำหนดตามประกาศ
กรมทะเบียนการค้า ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2534) เรื่อง กำหนดเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
แต่มีบางรายการที่แตกต่างไป คือ

ชนิดเอกสาร
(ใหม่)
ประกาศกรมทะเบียนการค้า
เรื่อง ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำฯ
พ.ศ. 2544
(เดิม)
ประกาศกรมทะเบียนการค้า
ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2534)
1. ใบเสร็จรับเงิน




2. ใบกำกับสินค้าหรือใบส่งของ

3. เอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในกิจการ

- ลายมือชื่อของผู้รับเงิน หรือตั๋วเงิน
เว้นแต่เป็นเอกสารที่จัดทำและส่งมอบ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือ
อื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน 

- ลายมือชื่อผู้จัดทำเอกสาร

- วิธีการและการคำนวณต่าง ๆ (ถ้ามี)


- ลายมือชื่อของผู้รับเงินหรือตั๋วเงิน







การจัดทำงบการเงิน และการนำส่งงบการเงิน

การจัดทำงบการเงิน

----------งบการเงิน หมายความถึง รายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลง ฐานะการเงินของกิจการ 
ไม่ว่าจะรายงานโดยงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกำไรสะสม งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบประกอบหรือหมายเหตุประกอบงบการเงินหรือคำ อธิบายอื่นซึ่งระบุไว้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินเดิมกฎหมาย
กำหนด รูปแบบรายการย่อตามลักษณะการประกอบธุรกิจ โดยแบบรายการ ย่อของงบการเงิน มีทั้งหมด 22 แบบ 
ซึ่งเป็นไปตามประกาศ ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 จำนวน 12 แบบ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 
จำนวน 10 แบบ-ในปัจจุบัน กรมทะเบียนการค้าได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2544 
ใช้แทนกฎกระทรวงเดิม 2 ฉบับ โดยกำหนดรูปแบบรายการย่อตามประเภทนิติบุคคล เป็นลักษณะธุรกิจทั่วไป 5 แบบ ดังนี้
----------- ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน แบบที่ 1
----------- บริษัทจำกัด แบบที่ 2
----------- บริษัทมหาชนจำกัด แบบที่ 3
----------- นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ แบบที่ 4
----------- กิจการร่วมค้า แบบที่ 5

และประเภทของงบการเงิน ที่กำหนดให้จัดทำตามแบบต่าง ๆ มีดังนี้

ประเภทธุรกิจ


งบดุล


งบกำไรขาดทุน


งบแสดงการเปลี่ยนแปลง ส่วนของผู้ถือหุ้น/งบกำไร
ขาดทุนเบ็ดเสร็จ
งบกระแส
เงินสด


หมายเหตุ
ประกอบงบ

งบรวม


งบการเงิน
เปรียบเทียบ
หจก.,หสน. (แบบ 1)
/
/
-
-
/
-
-
บริษัทจำกัด (แบบ 2)
/
/
/
-
/
-
/
บริษัทมหาชน (แบบ 3)
/
/
/
/
/
/
/
นิติบุคคลต่างประเทศ (แบบ 4)
/
/
/
-
/
-
/
กิจการร่วมค้า (แบบ 5)
/
/
/
-
/
-
/

ประกาศฉบับนี้บังคับใช้สำหรับงบการเงินที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2545 แต่หากจะถือ ปฏิบัติก่อนก็ได้


การยกเว้นงบการเงินบางกลุ่มที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีตรวจสอบ

----------ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พ.ศ. 2544 กำหนดไว้ว่า-ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่มีทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุกรายการไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็น 
โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
----------(1) ทุนห้าล้านบาท
----------(2) สินทรัพย์รวมสามสิบล้านบาท
----------(3) รายได้รวมสามสิบล้านบาท
----------โดยใช้บังคับสำหรับการจัดทำงบการเงินซึ่งมีรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป
----------อย่างไรก็ตาม สำหรับงบการเงินที่ต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร ยังคงต้องมีผู้สอบบัญชีตรวจสอบอยู่ 
โดยอาจเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor) หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก็ได้ และต้องนำส่งงบการเงินต่อกรมทะเบียนการค้าด้วย

การนำส่งงบการเงิน

----------1. เอกสารที่ต้องยื่นเมื่อนำส่งงบการเงิน แบ่งเป็น 2 กรณี
-------------1.1 กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องยื่น
-----------------1.1.1 งบการเงินและรายงานการสอบบัญชี จำนวน 2 ชุด
-----------------1.1.2 แบบนำส่งงบการเงิน (แบบ ส.บช.3) จำนวน 3 ฉบับ
-------------1.2 กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ต้องยื่นเอกสาร ตามข้อ 1.1.1 และ 1.1.2 เพิ่มขึ้นอีก 1 ฉบับ
----------2. กำหนดเวลาในการยื่นงบการเงิน
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อสำนักงานกลางบัญชี หรือ สำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายในกำหนด
ดังนี้
-------------2.1 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 
และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องยื่นงบการเงิน ภายใน 5 เดือน นับแต่วัน ปิดบัญชี
-------------2.2 บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชน ต้องยื่นงบการเงินภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่งบการเงิน นั้น ได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่
----------
3. สถานที่ยื่นงบการเงิน
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี สามารถยื่นงบการเงินได้ ณ สถานที่ ดังนี้
-------------3.1 กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ให้ยื่นที่สำนัก บริการข้อมูลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า
-------------3.2 กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี มีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในส่วนภูมิภาคให้ยื่นที่ สำนักงาน ทะเบียนการค้าจังหวัดนั้น 
หรือยื่นที่สำนักบริการข้อมูลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้าก็ได้
----------4. วิธีการยื่นงบการเงิน
การยื่นงบการเงินต่อกรมทะเบียนการค้า กระทำได้โดย
-------------4.1 ยื่นงบการเงินด้วยตนเองต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักบริการข้อมูลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้าหรือสำนักงานทะเบียน 
การค้าจังหวัด
-------------4.2 ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับมาตามสถานที่ตามข้อ 4.1 พร้อมแนบซองที่จ่าหน้ากลับคืนถึงตัวผู้รับพร้อมผนึก ดวงตราไปรษณียากรให้ครบถ้วน

การเก็บรักษาบัญชี

----------ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี ดังนี้
----------1. สถานที่จัดเก็บรักษาบัญชีฯ
บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีต้องจัดเก็บไว้ ณ 
-------------1.1 สถานที่ทำการ หรือ
-------------1.2 สถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิต หรือ
-------------1.3 สถานที่ที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้าเป็นประจำ หรือ
-------------1.4 สถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานเป็นประจำ
----------2. ระยะเวลาในการจัดเก็บ
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ห้าปี นับแต่วันปิดบัญชี หรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี กรณีผู้มีหน้าที่ จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี
----------กรณีที่จำเป็นในการตรวจสอบบัญชี อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีอาจกำหนดให้เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบ 
การลงบัญชีไว้เกินห้าปี แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปีได้ตามพระราช บัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14-อนึ่ง กรณีที่ได้มีการจัดเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลา ไม่น้อยกว่าห้าปีนับจากวันปิดบัญชี ู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีสามารถทำลายบัญชีและเอกสารประกอบ การลงบัญชีได้โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี 
เว้นแต่อธิบดี โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีกำหนดให้เก็บรักษาไว้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี นับแต่วันปิดบัญชี-ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
จะต้องปฏิบัติอย่างไร เมื่อประสงค์จะขออนุญาตต่อสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ในเรื่องดังต่อไปนี้

การขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชี

----------กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประสงค์จะขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชีจะต้องดำเนินการ ดังนี้ 
----------1.1 จะต้องยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 10 ตามแบบ ส.บช. 4 พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบคำขออนุญาตตามที่ระบุไว้ในแบบ ส.บช. 4 ดังนี้ 
---------------1.1.1 สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ดังนี้
------------------------สำเนาหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีเป็นนิติบุคคล
------------------------สำเนาทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือบุคคลธรรมดา
------------------------สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร กรณีเป็นกิจการร่วมค้า
---------------1.1.2 สำเนาหนังสือของกรมสรรพากรที่อนุญาตให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี (ถ้ามี)
---------------1.1.3 สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่อนุมัติให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี
---------------1.1.4 สำเนารายงานการประชุมจัดตั้งบริษัท หรือสำเนาข้อบังคับของบริษัทอย่างใดอย่างหนึ่ง (ถ้ามี) 
---------------1.1.5 สำเนาแบบนำส่งงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน (ส.บช. 3) ครั้งสุดท้ายก่อนการขออนุญาต
---------------1.1.6 หนังสือมอบอำนาจที่ติดอาการครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและ ผู้รับมอบอำนาจ (กรณีผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน)
---------------สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจ
ทำการแทนนิติบุคคลพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือโดยผู้รับมอบอำนาจแล้วแต่กรณ

----------1.2 จำนวนแบบคำขออนุญาตที่ใช้
---------------ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องยื่นแบบคำขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชี (แบบ ส.บช. 4) จำนวน 1 ชุด
----------1.3 สถานที่ยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชี
---------------1.3.1 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ให้ยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชีต่อสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่กรุงเทพมหานคร
หรือยื่นต่อสารวัตรใหญ่บัญชีสำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า

---------------1.3.2 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นให้ยื่นคำขออนุญาต เปลี่ยนรอบปีบัญชีต่อสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานประจำท้องที่จังหวัด ณ สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัดที่นิติบุคคล ดังกล่าวตั้งอยู่หรือจะยื่นต่อสารวัตรใหญ่บัญชีสำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะเปลี่ยนรอบปีบัญชีได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่ บัญชีหรือสารวัตรบัญชีแล้วจึงจะเปลี่ยนรอบปีบัญชีได้ ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีอนุญาตแล้วจะมีหนังสือแจ้งให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

การขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นกรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประสงค ์จะขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลง บัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น ที่มิใช่สถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ใช้เป็นที่ทำงานเป็นประจำ จะต้องดำเนินการดังนี้
----------2.1 จะต้องยื่นคำขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น ตามแบบ ส.บช. 1 พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบคำขออนุญาตตามที่ระบุไว้ในแบบ ส.บช. 1 ดังนี้
---------------2.1.1 สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและผู้ให้ความยินยอมใช้สถานที่ ดังนี้
------------------------สำเนาหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีเป็นนิติบุคคล
------------------------สำเนาทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือบุคคลธรรมดา
------------------------สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร กรณีเป็นกิจการร่วมค้า
---------------2.1.2 เอกสารสำคัญแสดงสิทธิการใช้สถานที่ :-
------------------------สำเนาสัญญาเช่าสถานที่ กรณีใช้บริการของธุรกิจรับฝากเก็บบัญชีฯ (บริการคลังสินค้า)
------------------------สำเนาทะเบียนบ้าน โฉนดที่ดิน สัญญาเช่า สัญญาซื้อ/ขายที่ดินกรณีธุรกิจเป็นเจ้าของสถานที่ที่นำบัญชีไปเก็บ
------------------------หนังสือให้ความยินยอมใช้สถานที่ กรณีสถานที่นำบัญชีฯ ไปจัดเก็บเป็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
(เป็นกรรมการ, ผู้ถือหุ้น) หรือเป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชี
---------------2.1.3 แผนที่โดยสังเขปและภาพถ่ายของสถานที่ที่ขออนุญาตนำบัญชีและเอกสารฯ ไปจัดเก็บไว้
---------------2.1.4 หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ กรณีผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน
---------------สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโดย ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล
พร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือโดยผู้รับมอบอำนาจแล้วแต่กรณี

----------2.2 จำนวนแบบคำขออนุญาตที่ใช้
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องยื่นแบบคำขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบ การลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น (ส.บช. 1) จำนวน 1 ชุด
----------2.3 สถานที่ยื่นคำขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น
---------------2.3.1 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครให้ยื่นคำขออนุญาต เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น ต่อสารวัตรบัญชี ประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่กรุงเทพมหานคร หรือยื่นต่อสารวัตรใหญ่บัญชี สำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า
---------------2.3.2 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่น
ให้ยื่นคำขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น ต่อสารวัตรบัญชีประจำ สำนักงานบัญชีประจำท้องที่จังหวัด ณ สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัดที่นิติบุคคลดังกล่าวตั้งอยู่ หรือจะยื่นต่อสารวัตรใหญ่บัญชี สำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ 
กรมทะเบียนการค้าในระหว่างการขออนุญาตให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบ การลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ที่ยื่นขออนุญาต ไปพลางก่อนได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อความหรือรายการ ที่แจ้งไว้ ให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
---------------ในทางปฏิบัติเมื่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีอนุญาตแล้วจะมีหนังสือแจ้งให้ทราบ เป็นลายลักษณ์อักษร
----------2.4 กรณีนิติบุคคลขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีฯ ไว้ที่อื่นโดยมีสัญญา หรือการให้ความยินยอม มีกำหนดเวลา เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว จะต้องยื่นคำขออนุญาตพร้อมแนบหลักฐานใหม่ทั้งหมด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสัญญาเพิ่มเติมหรือต่อท้ายต้องแนบมาพร้อมการยื่นแบบคำขอด้วย

การแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย

----------กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประสงค์จะแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหาย หรือเสียหายจะต้องดำเนินการ ดังนี้
----------3.1 จะต้องยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย ตามแบบ ส.บช. 2 พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการขอแจ้งบัญชีฯ สูญหายหรือเสียหาย ตามที่ระบุไว้ในแบบ ส.บช. 2 ดังนี้
---------------3.1.1 สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ดังนี้
------------------------สำเนาหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีเป็นนิติบุคคล
------------------------สำเนาทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจ
-------------------------ในประเทศไทย หรือบุคคลธรรมดา
------------------------สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร กรณีเป็นกิจการร่วมค้า
---------------3.1.2 ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ กรณีบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีเสียหาย
---------------3.1.3 หลักฐานที่แสดงได้ว่ามีการสูญหาย/เสียหายจริง
---------------3.1.4 หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ กรณีผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน
---------------สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโดย
ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือโดยผู้รับมอบอำนาจแล้วแต่กรณี
----------3.2 จำนวนแบบแจ้งแจ้งบัญชีฯ สูญหายหรือเสียหายที่ใช้ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องยื่นแบบแจ้งบัญชีฯ สูญหายหรือเสียหาย 
(แบบ ส.บช.2) ดังนี้
---------------3.2.1 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบ ส.บช. 2 จำนวน 2 ชุด
---------------3.2.2 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่น ให้ยื่นแบบ ส.บช. 2 จำนวน 3 ชุด
----------3.3 สถานที่ยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย
---------------3.3.1 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหายต่อสารวัตรบัญชีประจำ สำนักงานบัญชีประจำท้องที่กรุงเทพมหานครหรือต่อสารวัตรใหญ่บัญชี สำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ รมทะเบียนการค้า
---------------3.3.2 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นให้ยื่นแบบแจ้งบัญช ีหรือเอกสารประกอบการสอบบัญชีสูญหายหรือเสี่ยหายต่อสารวัตรบัญชีประจำ สำนักงานท้องที่จังหวัด ณ สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัด ที่นิติบุคคลดังกล่าวตั้งอยู่ หรือจะยื่นต่อสารวัตรใหญ่ บัญชี สำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า
----------3.4 ระยะเวลาที่จะต้องยื่นแบบ ส.บช. 2
---------------ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือ เสียหาย (แบบ ส.บช. 2) ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น

การสอบบัญชี

คุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

----------1 เป็นผู้ได้รับปริญญาตรีทางการบัญชี โดยจะต้องเคยศึกษาและสอบผ่าน 7 รายวิชา ในระดับปริญญาตรีจาก
สถาบันการศึกษาที่ ก.บช. ให้การรับรอง ดังนี้
----------- การบัญชีขั้นต้น/ชั้นต้น และการบัญชีขั้นกลาง/ชั้นนกลาง--------------------------3-----รายวิชา
----------- การบัญชีชั้นสูง/ขั้นสูง -----------------------------------------------------------------1-----รายวิชา
----------- การบัญชีต้นทุน------------------------------------------------------------------------1-----รายวิชา
----------- การสอบบัญชี--------------------------------------------------------------------------1-----รายวิชา
----------- การภาษีอากร--------------------------------------------------------------------------1-----รายวิชา
---------------------------------------- รวม----------------------------------------------------- - 7-----รายวิชา
----------2 ฝึกหัดงานเกี่ยวกับการสอบบัญชีเป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 ปีบริบูรณ์ และมีเวลา ฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง
----------3 มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว
----------4 มีสัญชาติไทยหรือมีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้สอบบัญชีใน ประเทศนั้นได้
----------5 ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
----------6 ไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีที่ ก.บช. เห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่ง วิชาชีพ
----------7 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ และ
----------8 ไม่ประกอบอาชีพอย่างอื่นที่ไม่เหมาะสมหรือทำให้ขาดความเป็นอิสระในหน้าที่ผู้สอบบัญชี

 มาตรฐานการสอบบัญชีที่ประกาศใช้

หมวดรหัส
ชื่อมาตรฐาน
TSA ฉบับเดิม
วันถือปฏิบัติสำหรับปีสิ้น
สุดในหรือหลังวันที่
100-199
อารัมภบท
 
 
100
งานประเภทให้ควมเชื่อมั่น
-
-
120
แม่บทของมาตรฐานการสอบบัญชี
-
31 ธันวาคม 2541
200-299
ความรับผิดชอบ
 
 
200
วัตถุประสงค์และหลักการพื้นฐานของการสอบบัญชี
1,21
31 ธันวาคม 2541
210
ข้อตกลงในการรับงานสอบบัญชี
16
31 ธันวาคม 2544
220
การควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี
17
31 ธันวาคม 2544
230
กระดาษทำการของผู้สอบบัญชี
4
31 ธันวาคม 2544
240
การทุจริตและข้อผิดพลาด
11
31 ธันวาคม 2544
250
การพิจารณาถึงกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับ
กิจการที่ตรวจสอบ
-
31 ธันวาคม 2544
260*
การติดต่อสื่อสารกับคณะกรรมการตรวจสอบ
-
-
300-399
การวางแผนงานสอบบัญชี
 
 
300
การวางแผนงานสอบบัญชี
6,23
31 ธันวาคม 2543
310
ความรู้ที่เกียวกับธุรกิจที่ตรวจสอบ
42
31 ธันวาคม 2543
320
ความมีสาระสำคัญในงานสอบบัญชี
38
31 ธันวาคม 2543
400-499
การควบคุมภายใน
 
  
400
การประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีกับการควบคุมภายใน
18,20,38,29
31 ธันวาคม 2544
401
การสอบบัญชีในสภาพแวดล้อมของระบบสารสนเทศท
ี่ใช้คอมพิวเตอร์
28
31 ธันวาคม 2544
402
ข้อพิจารณาในกรณีที่กิจการใช้บริการจากองค์การอื่น
-
31 ธันวาคม 2544
500-599
หลักฐานการสอบบัญชี
 
 
500
หลักฐานการสอบบัญชี
22,23
31 ธันวาคม 2544
501








หลักฐานการสอบบัญชี
- ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมเฉพาะรายการ
--ก. การสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงเหลือ
--ข. การขอยืนยันยอดลูกหนี้


--ค. การสอบถามเกี่ยวกับคดีความและการฟ้องร้อง
--ง. การตีมูลค่าและการเปิดเผยข้อมูลเงินลงทุนระยะยาว
--จ. ข้อมูลทางการเงินจำแนกตามส่วนงาน
--ฉ. การขอข้อมูลจากธนาคารเพื่อการสอบบัญชี


10
9,41
(เฉพาะหัวข้อการ
ขอยืนยันยอดลูกหนี้) 
12 

40 
31 ธันวาคม 2544








505
การขอคำยืนยัน
41
 
510
การตรวจสอบยอดยกมาในการสอบบัญชีครั้งแรก
13,30
31 ธันวาคม 2544
520
การวิเคราะห์เปรียบเทียบ
7
31 ธันวาคม 2544
530
การเลือกตัวอย่างในการสอบบัญชี
37
31 ธันวาคม 2544
540
การตรวจสอบประการทางบัญชี
34
31 ธันวาคม 2544
550
การตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน
36
31 ธันวาคม 2544
560
การตรวจสอบเหตุการณ์ภายหลังวันที่ในงบดุล
27
31 ธันวาคม 2544
570
การดำเนินงานต่อเนื่อง
25
31 ธันวาคม 2544
580
คำรับรองของผู้บริหาร
3
31 ธันวาคม 2544
600-699
การใช้ผลงานของผู้อื่น
 
 
600
การใช้ผลงานของผู้สอบบัญชีอื่น
39
31 ธันวาคม 2544
610
การพิจารณาผลงานตรวจสอบภายใน
19
31 ธันวาคม 2544
620
การใช้ผลงานของผู้เชี่ยวชาญ
33
31 ธันวาคม 2544
700-799
การสรุปผลงานสอบบัญชีและการรายงาน
 
 
700
รายงานของผู้สอบบัญชีต่องบการเงิน
1,14,15
31 ธันวาคม 2541
710
(รายงานของผู้สอบบัญชีต่อ)ข้อมูลเปรียบเทียบ
5
31 ธันวาคม 2541
720
ข้อมุลอื่นในเอกสารที่รวบงบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว
31
31 ธันวาคม 2543
800-899
กรณีพิเศษ
 
 
800
รายงานการตรวจสอบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
-
31 ธันวาคม 2544
810
การตรวจสอบข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวกับอนาคต
24
31 ธันวาคม 2544
900-999
บริการเกี่ยวเนื่อง
 
 
910
การสอบทานงบการเงิน
8
สำหรับไตรมาส สิ้นสุดในหรือหลังวันที่
31 มีนาคม 2543
920
การตรวจสอบข้อมูลทางการเงินตามวิธีการที่ตกลงร่วมกัน
26
31 ธันวาคม 2544
930
งานรวบรวมข้อมุลทางการเงิน
-
31 ธันวาคม 2544
1008

การตรวจสอบข้อมุลทางการเงินตามวิธีการที่ตกลงร่วมกัน
การรวบรวมข้อมูลทางการเงิน
การประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีกับการควบคุมภายในระบบ
สารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์
-
31 ธันวาคม 2544

----------* แนวปฏิบัติสำหรับผู้สอบบัญชีในการติดต่อสื่อสารกับคณะกรรมการตรวจสอบ 
(ประกาศที่ 002/2542-2544 วันที่ 20 กันยายน 2543)

ประกาศ ก.บช. ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชี

ประกาศ ก.บช. ฉบับที่
เรื่อง

40

41

44


45

แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

การลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชีโดยการแสดงความเห็นในรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

หลักเกณฑ์การพิจารณาการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนของผู้ท
ี่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต

มาตรฐานการบัญชีที่ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด

 มารยาทของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
        ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องรักษามรรยาทตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2534)ออกตามความใน
พระราชบัญญัติผู้สอบบัญชี พ.ศ.2505 และคำชี้แจงกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2534) เรื่อง มรรยาทของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งกำหนดหลักพื้นฐานเกี่ยวกับมรรยาทของผู้สอบบัญชี รับอนุญาตเพื่อเป็นขอบเขตและแนวทางปฏิบัติงาน ของผู้สอบบัญชีในการให้บริการทางวิชาชีพโดยกำหนดไว้ 5 หมวด ดังนี้
                   1. ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต
                   2. ความรู้ความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน
                   3. มรรยาทต่อลูกค้า 
                   4. มรรยาทต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ
                   5. มรรยาททั่วไป

 ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

การจดทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด

Details

การจดทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด


ลักษณะของบริษัทมหาชนจำกัด

บริษัทมหาชนจำกัด คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยประสงค์ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน โดยผู้ถือหุ้นมีความรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวน เงินค่าหุ้นที่ต้องชำระ และบริษัทดังกล่าวได้ระบุความ ประสงค์เช่นนั้นไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ
อาจสรุปได้ว่า พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ได้กำหนดลักษณะโครงสร้างของบริษัทมหาชนจำกัดไว้ ดังนี้
(1) จำนวนผู้ถือหุ้น มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป
(2) ทุนจดทะเบียน ไม่มีการกำหนดจำนวนทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้
(3) มูลค่าหุ้นและการชำระเงินค่าหุ้น หุ้นของบริษัทมหาชนจำกัดแต่ละหุ้นจะต้องมีมูลค่าเท่ากัน และต้องชำระค่าหุ้นครั้งเดียว
เต็มมูลค่าหุ้น
(4) จำนวนกรรมการ ต้องมีจำนวนกรรมการของบริษัทไม่น้อยกว่า 5 คน และกรรมการไม่น้อย กว่ากึ่งหนึ่งต้องมีที่อยู่ในประเทศไทย

การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด

การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด อาจดำเนินการโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้
(1) การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เริ่มโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คน ขึ้นไปดำเนินการ จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ แล้วดำเนินการจัดทำหนังสือชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น หรือเมื่อผู้เริ่มจัดตั้งได้จองซื้อหุ้นทั้งหมดครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ใน
หนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ก็จะเรียกประชุมจัดตั้งบริษัท หลังจากนั้นผู้เริ่มจัดตั้งจะต้องส่งมอบกิจการและเอกสารทั้งปวงให้แก่คณะกรรมการของบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อนำความไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่อไป

(2) การแปรสภาพบริษัทเอกชนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทเอกชนอาจแปรสภาพเป็น บริษัทมหาชนจำกัดได้ เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การควบบริษัท

บริษัทมหาชนจำกัดตั้งแต่บริษัทสองบริษัทขึ้นไป หรือบริษัทมหาชนจำกัดกับบริษัทเอกชน จะควบกันเป็นบริษัทมหาชนจำกัดก็ได้ โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทที่จะควบเข้ากันลงมติไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม
และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยในกรณีที่เป็นการควบกับบริษัทเอกชนที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเอกชนนั้น
จะต้องมีมติพิเศษให้ควบกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

วิธีการจดทะเบียน

วิธีการจดทะเบียนมีหลักเกณฑ์และวิธีการทั่วๆ ไป ทำนองเดียวกันกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท

สถานที่ยื่นคำขอจดทะเบียน

การยื่นขอจดทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(1) ยื่นต่อนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
(2) ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ในจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ของ บริษัทตั้งอยู่
(3) ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงนายทะเบียน ณ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ค่าธรรมเนียม

การจดทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด ผู้ขอจดทะเบียนต้องชำระค่าธรรมเนียมตามประเภทการจดทะเบียนต่าง ๆ ดังนี้
(1) การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิบริษัท
ทุกจำนวนเงินไม่เกิน 1,000,000 บาทแห่งจำนวนทุนที่จดทะเบียนไว้ -- 1,000 บาท
เศษของ 1,000,000 บาท ให้คิดเป็น 1,000,000 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน -- 25,000 บาท
(2) การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ
เพื่อเพิ่มทุนก่อนจดทะเบียนเป็นบริษัท
ทุกจำนวนเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท แห่งจำนวนทุนที่กำหนดเพิ่มขึ้น - 1,000 บาท
เศษของ 1,000,000 บาท ให้คิดเป็น 1,000,000 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน - 25,000 บาท
(3) การจดทะเบียนบริษัท
ทุกจำนวนเงินไม่เกิน 1,000,000 บาทแห่งจำนวนทุนที่กำหนดไว้ - 1,000 บาท
เศษของ 1,000,000 บาท ให้คิดเป็น 1,000,000 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน - 250,000 บาท
(4) การจดทะเบียนแปรสภาพบริษัทเอกชน
ทุกจำนวนเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท แห่งจำนวนทุนที่กำหนดไว้ 1,000 บาท
เศษของ 1,000,000 บาท ให้คิดเป็น 1,000,000 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน - 10,000 บาท
(5) การจดทะเบียนควบบริษัท - 5,000 บาท
(6) การจดทะเบัยนเลิกบริษัท 200 บาท
(7) การจดทะเบียนเรื่องอื่นๆเรื่องละ 100 บาท
(8) การออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 50 บาท
(9) การขอสำเนาหรือขอให้ถ่ายเอกสารพร้อมทั้งคำรับรอง หน้าละ 50 บาท ถ้าเป็นการขอสำเนาหรือขอถ่ายเอกสาร
พร้อมทั้งคำรับรองของบริษัท
นอกเขตจังหวัดอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทนั้น ให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้เท่าที่จำเป็นและใช้จ่ายไปจริง
(10) การรับรองข้อความในใบทะเบียน เรื่องละ 20 บาท

หน้าที่ของบริษัทมหาชนจำกัด

(1) บริษัทต้องยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น วันประชุมสามัญประจำปีต่อนายทะเบียนภายใน 1 เดือน นับแต่วันเสร็จการประชุม
(2) บริษัทต้องจัดส่งรายงานประจำปี สำเนางบการเงิน สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับ อนุมัติงบการเงิน การจัดสรรกำไร และการแบ่งเงินปันผลไปยังนายทะเบียนภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินนั้นและต้องโฆษณา
ทางหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 1 วัน
(3) บริษัทต้องจัดทำป้ายชื่อไว้หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขา
(4) บริษัทต้องแสดงชื่อ ที่ตั้งสำนักงาน และเลขทะเบียนไว้ในจดหมายประกาศใบแจ้งความ ใบส่งของและใบเสร็จรับเงิน
(5) บริษัทต้องจัดทำใบหุ้นมอบแก่ผู้ถือหุ้นภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ได้รับจดทะเบียนเป็น บริษัทมหาชนจำกัด หรือนับแต่วันที่ได้รับเงินค่าหุ้นครบและได้จดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว
(6) บริษัทต้องจัดทำทะเบียนผู้ถือหุ้น ทะเบียนกรรมการ รายงาน การประชุมคณะกรรรมการ และรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น
ของบริษัท เก็บไว้ ณ สำนักงานแห่งใหญ่หรือเก็บไว้ที่บุคคลอื่นที่ได้แจ้งให้นายทะเบียนทราบแล้ว
(7) บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษา บัญชี งบดุล บัญชีกำไรขาดทุน รวมทั้งให้ผู้สอบบัญชี ตรวจสอบ และนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
เพื่อพิจารณาอนุมัติ
(8) บริษัทต้องจัดส่งรายงานประจำปีของคณะกรรมการ งบดุล บัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชี ตรวจสอบแล้ว ให้ผู้ถือหุ้นพร้อมหนังสือนัดประชุมสามัญประจำปี
(9) บริษัทต้องโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเอกสารดังต่อไปนี้
9.1 หนังสือนัดประชุมตั้งบริษัท
9.2 หนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น
9.3 การจ่ายเงินปันผล
9.4 งบดุลที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ
9.5 การเพิ่มทุนและลดทุน ภายหลังได้รับจดทะเบียนแล้ว

กิจการที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการยื่นจดทะเบียน

(1) ส่งเอกสารการขายหุ้นหรือหุ้นกู้ต่อประชาชนให้นายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(2) ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทต้องส่งหนังสือนัดประชุม ระเบียบวาระการประชุม เอกสารที่จะให้ที่ประชุม จัดตั้งบริษัทพิจารณาให้สัตยาบันหรืออนุมัติ โดยมีผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทสองคนรับรองว่าถูกต้องพร้อมด้วยร่าง ข้อบังคับของบริษัทไปยังนายทะเบียนไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันประชุม
(3) ให้คณะกรรมการดำเนินการขอจดทะเบียนบริษัทภายใน 3 เดือน นับแต่วันประชุมจัดตั้ง บริษัทเสร็จ
(4) ให้คณะกรรมการดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนชำระ กรรมการ อำนาจกรรมการ สำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขา
ของบริษัท ภายใน 14 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
(5) บริษัทเพิ่มทุนหรือลดทุนได้ โดยนำมติที่ประชุมไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมลงมติ
1. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนชำระแล้ว ( เพิ่มทุน) ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับชำระ เงินค่าหุ้นครบ
2. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนชำระแล้ว (ลดทุน) ภายใน 14 วัน เมื่อพ้นกำหนดเวลาการ คัดค้านของเจ้าหนี้
(6) จดทะเบียนควบบริษัท ภายใน 14 วัน นับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกัน
(7) ผู้ชำระบัญชีต้องจดทะเบียนเป็นผู้ชำระบัญชี จดทะเบียนเลิกบริษัทและโฆษณาการเลิก บริษัททางหนังสือพิมพ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
(8) ผู้ชำระบัญชีต้องส่งงบการเงินที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติพร้อมด้วยรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ให้นายทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ
(9) ผู้ชำระบัญชีต้องจัดทำรายงานการชำระบัญชีพร้อมกับบัญชีรายจ่ายในการชำระบัญชี ต่อนายทะเบียนทุกระยะ 3 เดือน นับแต่วันได้รับการแต่งตั้งจนกว่าจะเสร็จสิ้นการชำระบัญชี
(10) ผู้ชำระบัญชีต้องจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น อนุมัติรายงานผลการชำระบัญชี พร้อมกับส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี
(11) กรณีบริษัทเอกชนประสงค์จะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด คณะกรรมการที่ได้รับ แต่งตั้งใหม่ ต้องจดทะเบียนแปรสภาพบริษัทเอกชนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ภายใน 14 วัน นับแต่วัน เสร็จสิ้นการประชุม

รายการจดทะเบียน , คำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

รายการจดทะเบียน , คำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบ
ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

ประเภทการจดทะเบียน
1. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ: แบบ บมจ. 001 ( ใช้ทั้ง 3 หน้า)
- เอกสารประกอบรายการ:
1. ใบจองชื่อนิติบุคคล
2. หนังสือมอบอำนาจ(ถ้ามี)

2. จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนจัดตั้งบริษัท

- คำขอ: แบบ บมจ. 101
- รายการ: แบบ บมจ. 001
แบบ บมจ. 002 ( กรณีเปลี่ยนวัตถุประสงค์)
แบบ บมจ. 003
- เอกสารประกอบรายการ:
1. ใบจองชื่อนิติบุคคล (กรณีขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ)
2. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

3. จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 005 ( ใช้ทั้ง 4 หน้า )
แบบ บมจ. 006
- เอกสารประกอบรายการ :
1. สำเนารายงานการประชุมจัดตั้งบริษัท
2. ข้อบังคับ
3. หนังสือรับรองจากสถาบันการเงินซึ่งแสดงว่าได้ชำระเงินค่าหุ้น โดยระบุจำนวน เงินที่ได้รับไว้ทั้งสิ้น ประเภท และเลขบัญชีเงินฝาก
4. หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี)

4. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 001 ( เฉพาะหน้า 1)
แบบ บมจ. 002 ( กรณีเปลี่ยนวัตถุประสงค์)
- เอกสารประกอบรายการ :
1. กรณีเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 ( ทุนจดทะเบียน) จะต้องส่งสำเนา รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทที่มีมติให้เพิ่มทุน และจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน
2. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

5. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : ข้อบังคับฉบับใหม่ทั้งฉบับ (ทั้งที่แก้ไขและข้อเดิมที่ไม่ได้แก้ไข)
- เอกสารประกอบรายการ : หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี)

6. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสำนักงานแห่งใหญ่หรือสำนักงานสาขา

- คำขอ: แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บอจ. 005 ( เฉพาะหน้า 3 และ 4 ) ( ข้อ 4 ในหน้าที่ 3 ควรพิมพ์ ด้วยเพราะข้อความจะได้ครบถ้วนถึงแม้ไม่ขอจดทะเบียน
- เอกสารประกอบรายการ : หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

7. จดทะเบียนเพิ่มทุนจดทะเบียน (เช่นเดียวกับ ลำดับ 4 เฉพาะทุนจดทะเบียน)

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 001 ( เฉพาะหน้า 1 )
- เอกสารประกอบรายการ :
1. รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีมติให้เพิ่มทุนและจัด สรรหุ้นเพิ่มทุน
2. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

8. จดทะเบียนเพิ่มทุนที่ชำระแล้วหรือจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้

กรณีที่ 1.
1. ขายหุ้นสามัญ , หุ้นบุริมสิทธิ ,
2. ขายหุ้นกู้แปลงสภาพแล้วผู้ซื้อนำมาแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ
3. ขายใบสำคัญแสดงสิทธิการชื้อหุ้นสามัญ หรือหุ้นบุริมสิทธิแล้วผู้ซื้อได้ใช้สิทธิ

ซื้อหุ้น
- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 005 หน้า 1
แบบ บมจ. 006 ( เฉพาะผู้ซื้อหุ้นที่เพิ่มทุน)
- เอกสารประกอบรายการ :
1. รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีมติให้เพิ่มทุนและการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน (ถ้า
ได้ส่งไว้แล้วในคราวจดทะเบียนเปลี่ยนทุนจดทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธิ ตามลำดับ 7 ไม่ต้องส่งอีก)
2. หนังสือรับรองจากสถาบันการเงินซึ่งแสดงว่าได้ชำระเงินค่าหุ้น โดยระบุจำนวน
เงินที่ได้รับไว้ทั้งสิ้น ประเภทเลขที่บัญชีเงินฝาก
3. หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี)

กรณีที่ 2.

1. ออกหุ้นกู้แปลงสภาพไปแลกกับหุ้นกู้เดิมหรือแลกกับภาระผูกพันที่มีอยู่กับ เจ้าหนี้ทางการเงินอื่นๆของบริษัทและผู้ถือหุ้นแปลงสภาพนำมาเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญ
2. หุ้นกู้เดิมเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเพื่อให้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้
- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 005 หน้า 1
แบบ บมจ. 006 ( เฉพาะซึ่งผู้ที่เพิ่มทุน)
- เอกสารประกอบรายการ :
1. สำเนาหนังสือของผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพที่มีถึงบริษัทแสดงเจตนาขอแปลงสิทธิ
จากหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ
2. สำเนาหลักฐานของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งอนุญาตให้บริษัทออกหุ้นกู้แปลงสภาพ
3. สำเนารายงานการแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญซึ่งบริษัท รายงานต่อสำนัก งาน ก.ล.ต.
4. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

9. จดทะเบียนมติลดทุน

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- เอกสารประกอบรายการ :
1. รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีมติให้ลดทุนจดทะเบียน
2. หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี)

10. จดทะเบียนลดทุนจดทะเบียนโดยลดจำนวนหุ้นที่จำหน่ายไม่ได้หรือยังไม่ได้นำออก

จำหน่าย

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 001 ( เฉพาะหน้า 1)
- เอกสารประกอบรายการ :
1. สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีมติให้ลดทุนจดทะเบียน
2. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

11. จดทะเบียนลดทุนจดทะเบียนโดยลดมูลค่าหุ้นหรือลดจำนวนหุ้น

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 001 ( หน้า 1)
แบบ บมจ. 005 ( หน้า 1)
- เอกสารประกอบรายการ
1. หนังสือรับรองว่ามีการส่งหนังสือแจ้งมติการลดไปยังเจ้าหนี้
2. หนังสือรับรองว่าได้มีการโฆษณามติการลดทุนของบริษัทในหนังสือพิมพ์โดย
ระบุฉบับและวันที่ลงไว้ด้วย
3. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

12. จดทะเบียนหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 005 ( เฉพาะ หน้า 1)
แบบ บมจ. 006 ( เฉพาะผู้ถือหุ้นที่ให้สิทธิแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ)
- เอกสารประกอบคำขอ :
1. สำเนาคำขอแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ หรือหนังสือชี้แจงแทนสำเนาคำขอ
แปลงหุ้นฯ
2. หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี)

13. จดทะเบียนกรรมการ (เข้า-ออก)

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 005 ( เฉพาะหน้า 2) ต้องระบุชื่อกรรมการที่ยังคงอยู่ทุกคน
เฉพาะกรรมการที่เข้าใหม่ต้องลงลายมือชื่อด้วย
- เอกสารประกอบรายการ :
1. ถ้ากรรมการลาออกเพราะยื่นใบลาออก โดยระบุในคำขอจดทะเบียนไม่ใช่โดย
มติคณะกรรมการ หรือมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ขอสำเนาใบลาออกแนบคำขอด้วย
2. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

14. จดทะเบียนอำนาจกรรมการ

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 005 ( เฉพาะ หน้า 3)
- เอกสารประกอบรายการ : หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

15. จดทะเบียนควบบริษัท

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 001 ( เฉพาะหน้า 1)
แบบ บมจ. 002 ( วัตถุประสงค์)
แบบ บมจ. 005 ( ใช้ทั้งหมดทั้ง 4 หน้า)
แบบ บมจ. 006 ( บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ของบริษัทตั้งใหม่ที่ควบกัน
- เอกสารประกอบรายการ :
1. หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทที่จัดตั้งใหม่อันเกิดจากการควบเข้ากัน
2. สำเนารายงานการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ควบกัน
3. หนังสือรับรองว่าได้มีการส่งหนังสือแจ้งมติการควบบริษัทไปยังเจ้าหนี้บริษัท
4. ใบจองชื่อนิติบุคคล
5. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
6. หนังสือรับรองว่าได้มีการลงโฆษณามติให้ควบบริษัทของแต่ละบริษัทในหนังสือ
พิมพ์โดยระบุฉบับและวันที่ลงให้ด้วย

16. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้น

- คำขอ : แบบ บมจ. 101
- รายการ : แบบ บมจ. 001 ( เฉพาะหน้า 1)
แบบ บมจ. 005 ( เฉพาะหน้า 1)
แบบ บมจ. 006
- เอกสารประกอบรายการ :
1. หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี )
2. สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้น

17. จดทะเบียนเลิกบริษัท

- คำขอ : แบบ บมจ. 102
- รายการ : แบบ บมจ. 008
- เอกสารประกอบรายการ :
1. สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้น
2. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

18. จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

- คำขอ : แบบ บมจ. 102
- รายการ : แบบ บมจ. 010
แบบ บมจ. 011
แบบ บมจ. 012
- เอกสารประกอบรายการ :
1. สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่อนุมัติเสร็จการชำระบัญชี
2. หนังสือยืนยันการเก็บรักษาสมุดบัญชีและสรรพเอกสาร
3. หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี)

การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด

Details

การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด

รูปแบบธุรกิจ

ประเภทของห้างหุ้นส่วน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ประเภท คือ
(1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ
(2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ห้างหุ้นส่วนสามัญ

คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกเดียว โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวน
ห้างหุ้นส่วนสามัญ จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นห้างหุ้นส่วนสามัญจึงแยกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
(1) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน ซึ่งไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
(2) ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและมีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า " ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล"

ห้างหุ้นส่วนจำกัด

คือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 จำพวก ดังนี้คือ
(1) หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซึ่งรับผิดจำกัดเพียงจำนวนเงินที่ตนรับว่าจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น
(2) หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ได้แก่ หุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งรับผิดในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน

การดำเนินการจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
เมื่อมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงใจที่จะเข้าร่วมลงทุนประกอบกิจการเป็นห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่งดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากบรรดาผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องเป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินการขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทที่ห้างนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่
กรณีที่เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด กฎหมายกำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จะเป็นได้เฉพาะแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น

การดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหรือเลิกและชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน
ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนนั้นได้ตกลงที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรายการใด ๆ ที่ได้จดทะเบียนไว้ เป็นอย่างอื่น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนประสงค์จะเลิกกิจการ ก็จะต้องไปดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมรายการนั้น ๆ หรือจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชี ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทที่ห้างนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่
การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมจะต้องดำเนินการตามวิธีและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบของทางราชการได้กำหนดไว้

รายการจดทะเบียนที่ห้างหุ้นส่วนจะต้องจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม
(1) ชื่อห้างหุ้นส่วน
(2) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และ/หรือสำนักงานสาขา
(3) วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน
(4) ผู้เป็นหุ้นส่วน
(5) หุ้นส่วนผู้จัดการ
(6) ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ
(7) ตราสำคัญของห้างหุ้นส่วน
(8) รายการอื่น ๆ ที่เห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบ
(9) ควบห้างหุ้นส่วน

วิธีการจดทะเบียน มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในกรณีจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อห้าง ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอตรวจและจองชื่อห้างหุ้นส่วนเสียก่อนว่า ชื่อที่จะใช้นั้นจะซ้ำหรือคล้ายกับคนอื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่ เมื่อจองชื่อได้แล้วจะต้องขอจดทะเบียนภายใน 30 วัน
(2) ซื้อคำขอและแบบพิมพ์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจทั้ง 7 แห่ง หรือสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด
(3) จัดทำคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบคำขอยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อตรวจพิจารณา
(4) ชำระค่าธรรมเนียมตามใบสั่งของเจ้าหน้าที่
(5) ถ้าประสงค์จะได้หนังสือรับรองรายการในทะเบียน ให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมต่อเจ้าหน้าที่
(6) รับใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนและหนังสือรับรองรายการในทะเบียนได้

การลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการ
(1) ผู้เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบคำขอด้วยตนเอง จะมอบหมายบุคคลอื่นลงลายมือชื่อแทนไม่ได้
(2) หุ้นส่วนผู้จัดการผู้ขอจดทะเบียนซึ่งต้องลงชื่อในคำขอจดทะเบียน จะต้องลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนพร้อมแสดงต้นฉบับบัตรประจำตัว หรือ
(3) ในกรณีที่หุ้นส่วนผู้จัดการไม่สามารถลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนตาม ( 2) ให้หุ้นส่วนผู้จัดการลงลายมือชื่อต่อหน้าสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา หรือทนายความก็ได้

สถานที่รับจดทะเบียน

1. สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถยื่นจดทะเบียนได้ที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7 และส่วนจดทะเบียนกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถนนนนทบุรี 1 จังหวัดนนทบุรี หรือทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ www.dbd.go.th
2. สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตภูมิกาค สามารถยื่นจดทะเบียนได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดนั้นๆ ยกเว้น จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี สามารถขอจดทะเบียนได้ทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ www.dbd.go.th อีกทางหนึ่ง
หน้าที่ของห้างหุ้นส่วน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มีหน้าที่ ต้องจัดทำงบการเงินประจำปี ยื่นต่อสำนักบริหารข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัด แล้วแต่กรณี ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดรอบปีบัญชี แม้ว่าจะยังมิได้ประกอบกิจการก็ตาม มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

กิจการที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการยื่นจดทะเบียน
(1) คำขอจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่เลิกกัน
(2) คำขอจดทะเบียนเปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่ วันที่ได้เปลี่ยนตัว
(3) คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจผู้ชำระบัญชี ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมได้มีการลงมติ หรือวันที่ที่ศาลได้มีคำพิพากษา
(4) คำขอจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมได้มีการลงมติ
(5) การยื่นรายงานการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ต้องยื่นทุกระยะ 3 เดือนครั้งหนึ่งนั้น ผู้ชำระบัญชีจะต้องยื่นรายงานการชำระบัญชี ภายใน 14 วัน นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน

การจดทะเบียน

ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล/ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ยื่นแบบขอจองชื่อห้างหุ้นส่วนเพื่อตรวจสอบไม่ให้ซ้ำกับห้างหุ้นส่วนบริษัทอื่น
กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อของห้างหุ้นส่วน กิจการที่จะทำ สานที่ตั้งห้าง ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ สิ่งที่นำมาลงทุน ลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ชื่อหุ้นส่วนผุ้จัดการ ข้อจำกัดอำนาจหุ้น ส่วนผู้จัดการ (ถ้ามี) พร้อมกับ ประทับตราสำคัญของห้างในแบบพิมพ์คำขอจดทะเบียนจัดตั้ง และให้ หุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียน ( ปกติการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล /ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน หุ้นส่วนบริษัท ในกรณีหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ประสงค์จะไปลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนก็สามาร จะลงลายมือชื่อต่อหน้าสามัญหรือวิสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา เพื่อเป็นการรับรองลายมือชื่อ ของตนได้ในอีกทางหนึ่ง) หรือหุ้นส่วนผู้จัดการจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปยื่นจดทะเบียนแทนก็ได้
เสียค่าธรรมเนียมโดยนับจำนวนผู้เป็นหุ้นส่วนกล่าวคือ ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกิน 3 คน เสีย ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท กรณีเกิน 3 คน จะเสียค่าธรรมเนียมหุ้นส่วนที่เกินเพิ่มอีกคนละ 200 บาท
เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งแล้วจะได้รับหนังสือรับรองและใบสำคัญเป็นหลักฐาน
ประเภทการจดทะเบียน
* ท่านสามารถ Download แบบพิมพ์ไปใช้ในการจดทะเบียนได้ หรือขอรับแบบพิมพ์ได้ที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจหรือสำนักงานพัฒนาธุรกิจ
การค้าจังหวัดทุกแห่ง

ตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
คำขอ : แบบ หส. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ หส. 1)
รายการ : แบบ หส. 2 ( ใช้เฉพาะหน้า 1 และ 3)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว.
เอกสารประกอบ
แบบจองชื่อนิติบุคคล
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้จัดการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
แบบ สสช. 1 จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด
คำขอ : แบบ หส. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ หส. 1)
รายการ : แบบ หส. 2 ( ใช้ทั้ง 3 หน้า)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว.
เอกสารประกอบ : เช่นเดียวกับตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
แก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วน ได้แก่ ชื่อของห้างหุ้นส่วน , ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และ/หรือสำนักงานสาขา , ผู้เป็นหุ้นส่วน , หุ้นส่วนผู้จัดการ , , ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ , ตราของห้างหุ้นส่วน , รายการอื่น ๆ ที่เห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบ
คำขอ : แบบ หส. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ หส. 1)
รายการ : แบบ หส. 2 ( ใช้เฉพาะหน้าที่มีการแก้ไขรายการและกรณีแก้ไขเพิ่มเติม ผู้เป็นหุ้นส่วนให้ระบุรายการผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด หลังจากที่มีการแก้ไข)
เอกสารประกอบรายการ :
เอกสารประกอบ
แบบจองชื่อนิติบุคคล (ใช้เฉพาะกรณีแก้ไขเพิ่มเติมชื่อห้างหุ้นส่วน)
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้จัดการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
สัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมและสำเนาใบมรณบัตร ( ใช้เฉพาะกรณีที่หุ้นส่วนผู้จัดการเดิม มิได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะะเบียน โดยเหตุที่หุ้นส่วนผู้จัดการคนเดิมถึงแก่กรรม)
แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน
คำขอ : แบบ หส. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ หส. 1)
รายการ : แบบ หส. 2 ( ใช้เฉพาะหน้า 1)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว.
เอกสารประกอบ
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้จัดการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
ควบห้างหุ้นส่วน
คำขอ : แบบ หส. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ หส. 1)
รายการ : แบบ หส. 2 ( ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลใช้เฉพาะหน้า 1 และหน้า 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัดใช้ ทั้ง 3 หน้า)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว.
เอกสารประกอบ
แบบจองชื่อนิติบุคคล
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้จัดการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
แบบ สสช. 1 จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
เลิกห้างหุ้นส่วน
คำขอ : แบบ ลช. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ ลช. 1)
รายการ : แบบ ลช. 2
เอกสารประกอบรายการ : -
เอกสารประกอบ
คำสั่งศาลให้เลิกห้างหุ้นส่วน (ใช้เฉพาะกรณีเลิกตามคำสั่งศาล)
สัญญาเลิกห้างหุ้นส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ( เฉพาะกรณีที่ผู้ชำระบัญชีมิใช่หุ้นส่วน ผู้จัดการคนใดคนหนึ่งในจำนวนหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนเลิกห้างหุ้นส่วน)
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
แก้ไขเพิ่มเติมการเลิกและชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน
คำขอ : แบบ ลช. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ ลช. 1)
รายการ : แบบ ลช. 2
เอกสารประกอบรายการ : -
เอกสารประกอบ
คำสั่งศาลให้เปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี หรือกำหนดอำนาจผู้ชำระบัญชี (ถ้ามี)
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
เสร็จการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน
คำขอ : แบบ ลช. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรองให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ ลช. 1)
รายการ : แบบ ลช. 5
เอกสารประกอบรายการ
แบบ ลช. 3 พร้อมเอกสารประกอบ
แบบ ลช. 6
เอกสารประกอบ
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
แบบรับรองการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

การจดทะเบียนบริษัทจำกัด

Details

การจดทะเบียนบริษัทจำกัด

 

คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่าๆ กันโดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงิน ที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ

การดำเนินการจัดตั้งบริษัทจำกัด

ในการจัดตั้งบริษัทจำกัดนั้น จะต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
(1) ต้องมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป เข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิขึ้น แล้วไปจดทะเบียน
(2) เมื่อได้จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องจัดให้หุ้นของบริษัทที่จะตั้งขึ้นนั้นมีผู้เข้าชื่อจองซื้อหุ้นจนครบ
(3) ดำเนินการประชุมตั้งบริษัท โดยต้องส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมให้ผู้จองทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ก่อนวันประชุม
(4) เมื่อได้ประชุมตั้งบริษัท และที่ประชุมได้แต่งตั้งกรรมการบริษัทแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องมอบหมายกิจการให้กรรมการบริษัทรับไปดำเนินการต่อไป
(5) กรรมการบริษัทเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้จองหุ้นชำระค่าหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้น (ทุนของบริษัทจะแบ่งเป็นกี่หุ้นก็ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท)
(6) เมื่อได้รับเงินค่าหุ้นแล้ว กรรมการต้องไปจดทะเบียนเป็นบริษัทภายใน 3 เดือน ภายหลังจากการประชุมตั้งบริษัท

การดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหรือเลิกและชำระบัญชีบริษัทจำกัด

ในกรณีที่บริษัทจำกัดนั้นได้ตกลงที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรายการใด ๆ ที่ได้จดทะเบียนไว้ เป็นอย่างอื่น หรือผู้ถือหุ้นจะเลิกกิจการ ก็จะต้องไปดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมรายการนั้น ๆ หรือจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชี ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทที่ห้างนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่
การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมจะต้องดำเนินการตามวิธีและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบของทางราชการได้กำหนดไว้

รายการจดทะเบียนที่บริษัทจะต้องจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม
3.1 การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนการตั้งบริษัท
3.2 มติพิเศษของบริษัทให้
(1) เพิ่มทุน
(2) ลดทุน
(3) ควบบริษัท
3.3 ควบบริษัท
3.4 แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริดณห์สนธิภายหลังตั้งบริษัท
3.5 เพิ่มทุน
3.6 ลดทุน
3.7 กรรมการ
3.8 จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท
3.9 ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และ/หรือสำนักงานสาขา
3.10 ตราของบริษัท
3.11 รายการอื่นที่เห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบ

วิธีการจดทะเบียน มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในกรณีจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท ให้ผู้เริ่มก่อการหรือกรรมการของบริษัทจะต้องขอตรวจและจองชื่อบริษัทเสียก่อนว่า ชื่อที่จะใช้นั้นจะซ้ำหรือคล้ายกับคนอื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่ เมื่อจองชื่อได้แล้วจะต้องขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ภายใน 30 วัน
(2) ซื้อคำขอและแบบพิมพ์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจทั้ง 7 แห่ง หรือสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด
(3) จัดทำคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบคำขอยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อตรวจพิจารณา
(4) ชำระค่าธรรมเนียมตามใบสั่งของเจ้าหน้าที่
(5) ถ้าประสงค์จะได้หนังสือรับรองรายการในทะเบียน ให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมต่อเจ้าหน้าที่
(6) รับใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนและหนังสือรับรองรายการในทะเบียนได้

การลงลายมือชื่อของผู้เริ่มก่อการหรือกรรมการ

(1) ผู้เป็นผู้เริ่มก่อการ หรือกรรมการจะต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบคำขอด้วยตนเอง จะมอบหมายบุคคลอื่นลงลายมือชื่อแทนไม่ได้
(2) ผู้เริ่มก่อการ หรือกรรมการ ผู้ขอจดทะเบียนซึ่งต้องลงชื่อในคำขอจดทะเบียน จะต้องลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนพร้อมแสดงต้นฉบับบัตรประจำตัว หรือ
(3) ในกรณีที่ผู้เริ่มก่อการหรือกรรมการไม่สามารถลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนตาม ( 2) ให้ผู้เริ่มก่อการหรือกรรมการลงลายมือชื่อต่อหน้าสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา หรือทนายความก็ได้

สถานที่รับจดทะเบียน

1. สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถยื่นจดทะเบียนได้ที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7 และส่วนจดทะเบียนกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถนนนนทบุรี 1 จังหวัดนนทบุรี หรือทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ www.dbd.go.th
2. สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตภูมิกาค สามารถยื่นจดทะเบียนได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดนั้นๆ ยกเว้น จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี สามารถขอจดทะเบียนได้ทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ www.dbd.go.th อีกทางหนึ่ง

หน้าที่ของบริษัทจำกัด

(1) บริษัทจำกัด ต้องทำงบการเงินอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบสิบสองเดือน โดยมีผู้ สอบบัญชีอย่างน้อยหนึ่งคนตรวจสอบ แล้วนำเสนอที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินภายใน 4 เดือน นับแต่วันปิดรอบปีบัญชี พร้อมทั้งยื่นงบการเงินต่อสำนักบริการข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันอนุมัติงบการเงิน ทั้งนี้รวมถึงบริษัทที่แม้ว่าจะยังมิได้ประกอบกิจการก็ตาม จะต้องส่งงบการเงินด้วย มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
(2) จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นและให้นำส่งต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หรือที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ประชุม มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
(3) ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญ ภายหลัง 6 เดือน นับแต่วันจดทะเบียน เป็นนิติบุคคล และจัดประชุมครั้งต่อไปอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกระยะเวลา 12 เดือน
(4) ต้องจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นของบริษัท มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
(5) ต้องจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

กิจการที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการยื่นจดทะเบียน

(1) คำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ซึ่งต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 3 เดือน นับแต่วันประชุมตั้งบริษัท
(2) คำขอจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการของบริษัทขึ้นใหม่ ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ตั้งกรรมการขึ้นใหม่
(3) คำขอจดทะเบียนมติพิเศษให้เพิ่มทุน หรือลดทุนของบริษัทจำกัด หรือให้ควบบริษัทจำกัด ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมได้มีการลงมติพิเศษ
(4) คำขอจดทะเบียนตั้งข้อบังคับขึ้นใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัทจำกัด ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมได้มีการลงมติพิเศษ
(5) คำขอจดทะเบียนควบบริษัทจำกัด ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้มีการควบบริษัทเข้ากัน
(6) คำขอจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่เลิกกัน
(7) คำขอจดทะเบียนเปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้เปลี่ยนตัว
(8) คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจผู้ชำระบัญชี ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมได้มีการลงมติ หรือวันที่ที่ศาลได้มีคำพิพากษา
(9) คำขอจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัทจำกัด ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมได้มีการลงมติ
(10) การยื่นรายงานการชำระบัญชีของบริษัทจำกัด ต้องยื่นทุกระยะ 3 เดือนครั้งหนึ่งนั้น ผู้ชำระบัญชีจะต้องยื่นรายงานการชำระบัญชี ภายใน 14 วัน นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน

ประเภทการจดทะเบียน * ท่านสามารถ Download แบบพิมพ์ไปใช้ในการจดทะเบียนได้หรือ
ขอรับแบบพิมพ์ได้ที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจหรือสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทุกแห่ง

ประเภทการจดทะเบียน

หนังสือบริคณห์สนธิ
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 2 ( ใช้ทั้งสองหน้า)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว.
เอกสารประกอบ
แบบจองชื่อนิติบุคคล
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้เริ่มก่อการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนการตั้งบริษัท
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 2 ( ใช้เฉพาะหน้า 1)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว. ( ในกรณีแก้ไขวัตถุประสงค์)
เอกสารประกอบ
แบบจองชื่อนิติบุคคล
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้เริ่มก่อการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
ตั้งบริษัท
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 3 ( ใช้ทั้ง 2 หน้า)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ก.
เอกสารประกอบ
แบบ บอจ. 5
สำเนาหนังสือนัดประชุมตั้งบริษัท
สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
สำเนาข้อบังคับ (ถ้ามี)
หลักฐานการชำระค่าหุ้นของบริษัทอย่างใด อย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) เอกสารที่ทางธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของบริษัท หรือ
(2) ใบสำคัญแสดงการชำระค่าหุ้นของบริษัท หรือ
(3) หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้นของบริษัท
หนังสือบริคณห์สนธิฉบับตีพิมพ์ จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
ข้อบังคับฉบับตีพิมพ์ จำนวน (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
แบบ สสช. 1 จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
มติพิเศษของบริษัทให้ เพิ่มทุน , ลดทุน , ควบบริษัท
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 4
เอกสารประกอบรายการ : -
เอกสารประกอบ
สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หลักฐานให้ความเห็นชอบแล้วจากกรมการประกันภัย ( ใช้เฉพาะบริษัทที่ประกอบธุรกิจประกันภัย หรือนายหน้าประกันภัย)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
ควบบริษัท
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 3 ( ใช้ทั้ง 2 หน้า)
เอกสารประกอบรายการ
แบบ ก.
แบบ ว.
เอกสารประกอบ
แบบ บอจ. 5 ของบริษัทใหม่ที่ควบกัน
แบบจองชื่อนิติบุคคล
หนังสือบริคณห์สนธิ ฉบับตีพิมพ์ จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
สำเนาข้อบังคับของบริษัทใหม่ (ถ้ามี)
ข้อบังคับฉบับตีพิมพ์ จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ) (ถ้ามี)
สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หลักฐานให้ความเห็นชอบแล้ว จากกรมประกันภัย ( ใช้เฉพาะบริษัทที่ประกอบธุรกิจประกันภัย หรือนายหน้าประกันภัย)
แบบ สสช. 1 จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิภายหลังตั้งบริษัท
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 4
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว. ( ใช้เฉพาะกรณีแก้ไขวัตถุประสงค์)
เอกสารประกอบ
แบบจองชื่อนิติบุคคล (ใช้เฉพาะกรณีแก้ไขเพิ่มเติมชื่อบริษัท)
หนังสือบริคณห์สนธิแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับตีพิมพ์ จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หลักฐานให้ความเห็นชอบแล้วจากกรมการประกันภัย ( ใช้เฉพาะบริษัทที่ประกอบธุรกิจประกันภัย หรือนายหน้าประกันภัย)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
ตั้งข้อบังคับขึ้นใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัท
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 4
เอกสารประกอบรายการ : -
เอกสารประกอบ
ข้อบังคับที่ตั้งขึ้นใหม่หรือข้อบังคับที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับตีพิมพ์ จำนวน 2 ฉบับ (ภูมิภาคใช้ 3 ฉบับ)
สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หลักฐานให้ความเห็นชอบแล้ว จากกรมการประกันภัย ในกรณีที่บริษัทประกอบธุรกิจประกันภัย หรือนายหน้าประกันภัย
บริษัทใดประสงค์จะจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเพื่อเปลี่ยนรอบปีบัญชีมาเป็นบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม สิ้นสุด 31 ธันวาคม จะต้องแนบหนังสือขอเปลี่ยนรอบปีบัญชี ซึ่งระบุงวดปีบัญชีที่จะเริ่มทำการเปลี่ยนใหม่ ต่อสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชีพร้อมคำขอจดทะเบียน
ในกรณีขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ เพื่อเปลี่ยนรอบบัญชีแตกต่างไปจากวรรคหนึ่ง ให้ผู้ขอจดทะเบียน แนบหนังสืออนุญาตให้เปลี่ยนรอบปีบัญชีจากกรมสรรพากร หรือธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วแต่กรณีพร้อม คำขอจดทะเบียน
ในกรณีที่บริษัทยังไม่เคยดำเนินการเปิดรอบบัญชีเพื่อจัดทำงบดุลให้บริษัททำหนังสือยืนยันว่า ตั้งแต่จดทะเบียน จัดตั้งบริษัทมายังไม่เคยดำเนินการปิดบัญชี เพื่อจัดทำงบดุลประกอบคำขอจดทะเบียนด้วย
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
แก้ไขเพิ่มเติมบริษัท ได้แก่ เพิ่มทุน , ลดทุน , กรรมการ , จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท , ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และ/หรือสำนักงานสาขา , ตราของบริษัท , รายการอย่างอื่นซึ่งเห็นสมควรจะให้ทราบแก่ประชาชน
คำขอ : แบบ บอจ. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ บอจ. 1)
รายการ : แบบ บอจ. 4
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ก.( ใช้เฉพาะกรณีมีกรรมการเข้าใหม่)
เอกสารประกอบ
สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หลักฐานการชำระค่าหุ้นของบริษัท อย่างใด อย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (กรณีเพิ่มทุน)
(1) เอกสารที่ทางธนาคารออกให้เพื่อรับรอง หรือ แสดงฐานะการเงินของบริษัท
(2) ใบสำคัญแสดงการชำระค่าหุ้นของบริษัท
(3) หนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้นของบริษัท
หลักฐานการอนุญาตให้ เพิ่มทุน ลดทุน แต่งตั้งกรรมการใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมสำนักงานแห่งใหญ่ และหรือสำนักงานสาขา จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ คณะกรรมการกำกับกลักทรัพย์และตลาดกลักทรัพย์ หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ หรือกรรมการประกันภัย แล้วแต่กรณี ( ใช้เฉพาะบริษัทที่ประกอบธุรกิจ เงินทุน หรือหลักทรัพย์ หรือเครดิตฟองซิเอร์ หรือธนาคารพาณิชย์ หรือประกันภัย หรือนายหน้าประกันภัย)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
เลิกบริษัท
คำขอ : แบบ ลช. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ ลช. 1)
รายการ : แบบ ลช. 2
เอกสารประกอบรายการ : -
เอกสารประกอบ
คำสั่งศาลให้เลิกบริษัท (ใช้ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้เลิก)
สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกและครั้งหลังซึ่งมีมติให้เลิกบริษัท โดยมีกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน บริษัทตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนเลิกบริษัท ลงชื่อรับรองความถูกต้อง (เฉพาะกรณีผู้ชำระบัญชีมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจ คนใดคนหนึ่งในจำนวนกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนเลิกบริษัท)
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
แก้ไขเพิ่มเติมการเลิกและชำระบัญชีของบริษัท
คำขอ : แบบ ลช. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ ลช. 1)
รายการ : แบบ ลช. 2
เอกสารประกอบรายการ : -
เอกสารประกอบ
คำสั่งศาลให้เปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี หรือกำหนดอำนาจผู้ชำระบัญชี (ถ้ามี)
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
เสร็จการชำระบัญชีบริษัท
คำขอ : แบบ ลช. 1 , หน้าหนังสือรับรอง ( ในการ Print-out หนังสือรับรอง ให้อยู่ด้านหลังของหน้าแบบ ลช. 1)
รายการ : แบบ ลช. 5
เอกสารประกอบรายการ
แบบ ลช. 3 พร้อมเอกสารประกอบ
แบบ ลช. 6
เอกสารประกอบ
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ ( ถ้ามี)
แบบรับรองการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

การจดทะเบียนพาณิชย์

Details

การจดทะเบียนพาณิชย์

 การจดทะเบียนพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499

ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์
ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ คือ บุคคลธรรมดาคนเดียว หรือหลายคน (ห้างหุ้นส่วนสามัญ) หรือนิติบุคคล
รวมทั้งนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย ซึ่งประกอบกิจการ
อันเป็นพาณิชยกิจตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

กิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ คือ
1. ผู้ประกอบกิจการโรงสีข้าวและโรงเลื่อยที่ใช้เครื่องจักร
2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าไม่ว่าอย่างใดๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่าง คิดรวมทั้งสิ้นในวันหนึ่ง
ขายได้เป็นเงินตั้งแต่ 20 บาท ขึ้นไปหรือมีสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อขายมีค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงินตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
3. นายหน้าหรือตัวแทนค้าต่างซึ่งทำการเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม
และสินค้านั้นมีค่ารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป
4. ผู้ประกอบกิจการหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรมไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม และ
ขายสินค้าที่ผลิตได้ คิดราคารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปหรือในวันหนึ่งวันใดมี
สินค้าที่ผลิตได้มีราคารวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
5. ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางทะเล การขนส่งโดยเรือกลไฟหรือเรือยนต์ประจำทาง การขนส่งโดยรถไฟ
การขนส่งโดยรถราง การขนส่งโดยรถยนต์ประจำทาง การขายทอดตลาด การรับซื้อขายที่ดิน การให้กู้ยืมเงิน การ
รับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อหรือขายตั๋วเงิน การธนาคาร การโพยก๊วน การทำโรงรับ
จำนำ และการทำโรงแรม
6. ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์
ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
7. ขายอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี
8. ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บริการ
อินเตอร์เน็ต ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลอดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ
โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
9. การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ต
10. การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ
11. การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์
12. การให้บริการตู้เพลง
13. โรงงานแปรสภาพ แกะสลักและการหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่งงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง

พาณิชยกิจที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
มีพาณิชยกิจบางอย่างที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ คือ
1. การค้าเร่ การค้าแผงลอย
2. พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล
3. พาณิชยกิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น
4. พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม
5. พาณิชยกิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์
6. พาณิชยกิจซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่
6.1 บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ จดทะเบียน ที่เป็นนิติบุคคลตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท และได้ยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัท ไว้แล้วต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ยกเว้นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ี่ประกอบกิจการต่อไปนี้ต้อง จดทะเบียนพาณิชย์ด้วย
(1) ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดีหรือแผ่นวีดิทัศน ์ระบบดิจิทัลเฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
(2) ขายอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี
(3) ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระเบบเครื่องข่ายอินเตอร์เน็ต บริการ อินเตอร์เน็ตให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขาย สินค้าหรือบริการโดยวิธีการ ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ต
(4) การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ต
(5) การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ
(6) การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์
(7) การให้บริการตู้เพลง
(8)โรงงานแปรสภาพและสลักและการทำหัตถกรรมจากงาช้างการค้าปลีก การค้าส่งงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง
6.2 พาณิชยกิจของกลุ่มเกษตรกรที่ได้จดทะเบียนตาม ปว. 141 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2515

การยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ * ท่านสามารถ Download แบบพิมพ์ไปใช้ในการจดทะเบียนได้ หรือขอรับแบบพิมพ์
ได้ที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ และสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทุกแห่ง


การจดทะเบียนตั้งใหม่ มีเอกสารดังนี้
1. คำขอจดทะเบียน : แบบ ทพ. (Print - out 2 แผ่น)
2. หลักฐานประกอบคำขอ
2.1 สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ประกอบพาณิชยกิจ หรือ หุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบดำเนิน
กิจการในประเทศไทย ( กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ) ซึ่งรับรองความถูกต้องโดยเจ้าของบัตรประจำตัว
2.2 หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
2.3 กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้
2.4 สำเนาเอกสารแสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีรายการเกี่ยวกับชื่อ วัตถุที่ประสงค์ ทุน
ที่ตั้งสำนักงาน รายชื่อกรรมการ และอำนาจกรรมการ
2.5 หนังสือแต่งตั้งผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการในประเทศ
2.6 ใบอนุญาตทำงานของผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการในประเทศ ( กรณีเป็นบุคคลต่างด้าว)
2.7 ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือหนังสือรับรองการใช้สิทธิตามสนธิสัญญา ( ถ้ามี)
เอกสารตามข้อ 2.4 และข้อ 2.5 หากทำขึ้นในต่างประเทศ จะต้องมีคำรับรองของโนตารีพับลิคหรือบุคคลซึ่ง
กฎหมายของประเทศนั้น ๆ ตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจรับรองเอกสาร พร้อมด้วยคำรับรองของเจ้าหน้าที่กงสุลหรือ
สถานฑูตไทย

ในกรณีประกอบพาณิชยกิจการขาย หรือให้เช่า แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่น
วีดิทัศน์ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง ต้องแจ้งข้อมูลและส่งเอกสารประกอบเพิ่มเติม ดังนี้
1. แผนที่แสดงสถานที่ซึ่งใช้ประกอบพาณิชยกิจเป็นปกติ
2. สำเนาหนังสืออนุญาต หรือ หนังสือรับรองให้เป็นผู้จำหน่ายหรือให้เช่าสินค้าดังกล่าวจากเจ้าของ
ลิขสิทธิ์ของสินค้าที่ขายหรือให้เช่า หรือ สำเนาใบเสร็จรับเงินตามประมวลรัษฎากร หรือหลักฐานการซื้อขาย จากต่างประเทศ

ในกรณีประกอบพาณิชยกิจการค้าอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี ต้องดำเนินการและ
ให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้
1. ตรวจสอบและเรียกหลักฐานแสดงจำนวนเงินทุน (กรณีเป็นนิติบุคคลให้ยกเว้น เนื่องจากนายทะเบียน สามารถตรวจสอบ หลักฐานแสดงจำนวนเงินทุนของนิติบุคคลได้จากระบบคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว สำหรับบุคคลธรรมดาให้เชิญผู้ประกอบพาณิชยกิจ มาให้ข้อเท็จจริงของแหล่งที่มาของเงินทุน หรือชี้แจงเป็นหนังสือพร้อมแนบหลักฐานดังกล่าวแทนก็ได้)

2. หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ประกอบพาณิชยกิจ หลักฐานการประกอบอาชีพหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือกรรมการผู้มีอำนาจของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท แล้วแต่กรณี

กรณีประกอบพาณิชยกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้
1. ผู้ประกอบพาณิชยกิจเป็นนิติบุคคลให้แนบสำเนาบัตรประจำตัวของหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการ ผู้มีอำนาจของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท แล้วแต่กรณี
2. รายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต ์ (1 เว็บไซต์ : 1 แผ่น)

การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง มีเอกสารดังนี้
1. คำขอจดทะเบียน : แบบ ทพ. (Print - out 2 แผ่น)
2. หลักฐานประกอบคำขอ
2.1 สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ประกอบพาณิชยกิจ หรือหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบดำเนิน
กิจการในประเทศไทย ( กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ) ซึ่งรับรองความถูกต้องโดยเจ้าของบัตรประจำตัว
2.2 ใบทะเบียนพาณิชย์ เฉพาะกรณีแก้ไขเพิ่มเติมชื่อตัวหรือชื่อสกุลของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ ชนิดพาณิชยกิจ และ / หรือสำนักงานแห่งใหญ่
2.3 สำเนาหนังสือแต่งตั้งผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการในประเทศ กรณีนิติบุคคลต่างประเทศขอ
เปลี่ยนแปลงผู้จัดการสาขาในประเทศ
2.4 สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัวและหรือชื่อสกุล ( ถ้ามี)
2.5 หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

รายการที่ต้องยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง มีดังนี้
1. เลิกชนิดประกอบกิจการ บางส่วน และ/หรือเพิ่มใหม่
2. เปลี่ยนชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ
3. ย้ายสำนักงานใหญ่
4. เปลี่ยนผู้จัดการ
5. เจ้าของหรือผู้จัดการย้ายที่อยู่
6. เพิ่มหรือลดเงินทุน
7. ย้าย เลิก หรือเพิ่มสาขา โรงเก็บสินค้า หรือตัวแทนค้าต่าง
8. อื่น ๆ เช่น เจ้าของหรือผู้จัดการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล
หรือรายการที่จดทะเบียนไว้ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง
หมายเหต ุ หากต้องการเปลี่ยนแปลงรายการใด ให้กรอกรายละเอียดเฉพาะรายการที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

การจดทะเบียนเลิก มีเอกสารดังนี้
1. คำขอจดทะเบียน : แบบ ทพ. (Print - out 2 แผ่น)
2. หลักฐานประกอบคำขอ
2.1 สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ประกอบพาณิชยกิจ หรือทายาทที่ยื่นคำขอแทนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ
หรือผู้รับผิดชอบดำเนินการในประเทศไทย ( กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ) ซึ่งรับรองความถูกต้องโดยเจ้าของ
บัตรประจำตัว
2.2 ใบทะเบียนพาณิชย์
2.3 หนังสือรับฝากบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี ( ในกรณีที่เป็นนิติบุคคล)
2.4 หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี)
2.5 สำเนาใบมรณบัตรของผู้ประกอบพาณิชยกิจ ( กรณีถึงแก่กรรม)
2.6 สำเนาหลักฐานแสดงความเป็นทายาทของทายาทผู้ลงชื่อแทนผู้ประกอบพาณิชยกิจซึ่ง
ถึงแก่กรรม

สถานที่จดทะเบียน
1. ผู้ประกอบพาณิชยกิจที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ ส่วน
จดทะเบียนธุรกิจกลาง หรือสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7
2. ผู้ประกอบพาณิชยกิจที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่องค์การบริหาร
ส่วนจังหวัด หรือเมืองพัทยา แล้วแต่กรณี เว้นแต่พาณิชยกิจที่รัฐมนตรีกำหนดเป็นการเฉพาะ ให้ยื่นคำขอจด
ทะเบียนได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดที่สำนักงานตั้งอยู่
ยกเว้นองค์การบริการส่วนจังหวัดนครราชสีมาซึ่งยังไม่พร้อมที่จะรับจดทะเบียนให้ยื่นคำขอจดทะเบียน
ได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด หรืออำเภอหรือกิ่งอำเภอที่สำนักงานตั้งอยู่

พาณิชยกิจที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการเฉพาะให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์
ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
- ขายอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี
- ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บริการ
อินเตอร์เน็ตให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ
โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ต
- การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ต
- การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ
- การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์
- การให้บริการตู้เพลง
- โรงงานแปรสภาพ แกะสลักและการทำหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่งงาช้าง และผลิตภัณฑ์
จากงาช้าง

ค่าธรรมเนียม
การขอดำเนินการตาม พ.ร.บ. ทะเบียนพาณิชย์ฯ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามประเภทของการดำเนินการดังต่อไปนี้
1. จดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ 50 บาท
2. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียน ครั้งละ 20 บาท
3. จดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ 20 บาท
4. ขอให้ออกใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท
5. ขอตรวจเอกสารของผู้ประกอบพาณิชยกิจ ครั้งละ 20 บาท
6. ขอให้เจ้าหน้าที่คัดสำเนาและรับรองสำเนาเอกสาร ฉบับละ 30 บาท

กำหนดระยะเวลาการจดทะเบียนพาณิชย์
1. จดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ
2. การเปลี่ยนแปลงรายการที่จดทะเบียนไว้ตาม ( 1) ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการ
เปลี่ยนแปลง
3. เลิกประกอบกิจการ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่เลิกประกอบกิจการ
4. ใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายต้องยื่นขอใบแทนภายใน 30 วันนับแต่วันสูญหาย


หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการ
1. ต้องขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น
2. ต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย
3. ต้องจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการไว้หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาโดยเปิดเผย
ภายในเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนพาณิชย์ ป้ายชื่อให้เขียนเป็นอักษรไทย อ่านง่ายและชัดเจน จะมีอักษร
ต่างประเทศในป้ายชื่อด้วยก็ได้ และจะต้องตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ หากเป็นสำนักงานสาขาจะต้องมีคำว่า " สาขา"
ไว้ด้วย
4. ต้องไปให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายการจดทะเบียนตามคำสั่งของนายทะเบียน
5. ต้องอำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเข้าทำการตรวจสอบในสำนักงาน
ของผู้ประกอบกิจการ

บทกำหนดโทษ
1. ประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียน แสดงรายการเท็จ ไม่ยอมให้ถ้อยคำ ไม่ยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้า
ไปตรวจสอบในสำนักงาน มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรณีไม่จดทะเบียนอันเป็นความผิด
ต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
2. ถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายไม่ยื่นคำร้องขอใบรับแทน หรือไม่แสดงใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ที่สำนักงาน
ที่เห็นได้ง่าย ไม่จัดทำป้ายชื่อ มีความผิดปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน
20 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
3. ผู้ประกอบกิจการซึ่งกระทำการฉ้อโกงประชาชน ปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้า หรือกระทำการทุจริต
อื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบกิจการ จะถูกถอนใบทะเบียนพาณิชย์ เมื่อถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์
แล้วจะประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่
4. ผู้ประกอบกิจการที่ถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์แล้ว ยังฝ่าฝืนประกอบกิจการต่อไป มีความผิดต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งปรับทั้งจำ

   
© Dulyakij